ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วสำหรับงานเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ประจำปี 2026 ที่เชื่อว่าหลายๆ คนรอดูหน้าตาและสเปคของรุ่นใหม่กันว่าจะเป็นยังไงบ้าง ที่แน่ๆ คือต้องรู้ไว้ก่อนเลยว่ารุ่นที่จะเปิดตัวในปีนี้ จะมีแค่ iPhone 18 Pro, iPhone 18 Pro Max และ iPhone Ultra ที่เป็นจอพับเท่านั้น ส่วนรุ่นเริ่มต้นอย่าง iPhone 18, iPhone 18e และ iPhone Air 2 จะเลื่อนไปเปิดตัวปีหน้าแทน วันนี้เราจะมาสรุปสเปค iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ให้ก่อนจากข่าวลือทั้งหมดว่าทั้งสองรุ่นนี้มีอะไรใหม่บ้าง คุ้มแค่ไหนถ้าจะต้องรออีกเพียงไม่กี่สัปดาห์
แต่ถ้าอยากได้รุ่นปัจจุบันนี้ก็มี iPhone 17 Pro ราคาเริ่มต้น 40,990 บาท Shopee/ Lazada และ iPhone 17 Pro Max ราคาเริ่มต้น 45,590 บาท Shopee/ Lazada ที่ขายอยู่นะ
สรุปสเปค iPhone 18 Pro/ iPhone 18 Pro Max จากข่าวลือ มีอะไรใหม่บ้าง?
ดีไซน์ตัวเครื่องยังคล้ายเดิม แต่อาจหนาขึ้นหน่อย
เริ่มกันที่ดีไซน์ของ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ทั้งสองรุ่นนี้ถึงแม้ว่าภาพรวมของตัวเครื่องจะยังคงดีไซน์เดิมเหมือนรุ่นก่อนหน้า ทั้งกล้องหลัง 3 ตัวบนโมดูลสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ และเป็นไปได้ว่าอาจจะยังใช้วัสดุเดิมด้วย ถ้ามีการเปลี่ยนจริงๆ ก็คงกลับไปเป็นไทเทเนียมเหมือนเดิม แต่ดูแล้วจะยังยากเพราะอะลูมิเนียมที่ใช้อยู่นั้นระบายความร้อนได้ดีมากๆ

แต่สิ่งที่น่าจะเห็นได้ชัดเลยก็คือตัวเครื่อง ที่จะมีความหนาขึ้นชัดเจน เพราะจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 8.8 ถึง 9 มิลลิเมตร และน้ำหนักตัวเครื่องเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 240 กรัม ซึ่งหนักกว่าเดิมราวๆ 7 กรัม และหนาขึ้นอีกนิดหน่อย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสาเหตุหลักที่ทำให้ตัวเครื่องหนา และหนักขึ้นคาดว่ามาจาก 2 ปัจจัยหลักคือแบตเตอรี่ และระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chamber ที่จะช่วยให้ใช้งานได้นานและเย็นขึ้น
ส่วนโมดูลกล้องหลังเองก็หนาขึ้นมาอีกประมาณ 2 มม. เพราะจะใส่เลนส์ใหม่เข้าไป ทั้งนี้มีข่าวว่าจะมีการปรับสีที่ฝาหลังที่เดิมทีเป็นแบบสองสี แล้วมาทำสีฝาหลังกระจก Ceramic Shield ให้ดูกลมกลืนไปกับขอบอลูมิเนียมได้อย่างลงตัวมากขึ้น แถมกระจกตรงวงแหวน MagSafe ก็ยังจะทำออกมาให้มีความโปร่งแสงเล็กน้อยด้วย
สีใหม่ Dark Cherry

ตัวเลือกสีของตัวเครื่อง ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะสีของ iPhone ก็มักจะเป็น Icon ที่หลายๆ แบรนด์หยิบไปเลือกใช้กัน โดยปีนี้ Apple ได้เริ่มทดสอบสีพิเศษประจำปีอย่างสีแดงเข้ม Deep Red หรือสีเชอร์รี่เข้ม Dark Cherry ที่เป็นโทนสีแดงอมม่วงนิดๆ และจะใช้รหัสสี Pantone 6076
ส่วนสีใหม่จะมีอีก 3 สีหลัก ได้แก่ สีฟ้าอ่อน Light Blue ใช้รหัสสี Pantone 2121 ที่อิงมาจากสี Mist Blue เดิม, สีเทาเข้ม Dark Gray รหัสสี Pantone 426C และสีเงิน Silver รหัสสี Pantone 427C และยังมีภาพเครื่องโมเดลจำลองที่หลุดออกมาล่าสุด ก็ยืนยันว่าตรงตามชุดสีนี้ทั้งหมด
หน้าจอใหม่ และ Dynamic Island ที่เล็กลง
สำหรับขนาดหน้าจอของ iPhone 18 Pro มีขนาด 6.3 นิ้ว และหน้าจอของ iPhone 18 Pro Max มีขนาด 6.9 นิ้วเท่าเดิม แต่ว่าจะมีการอัปเกรดหน้าจอไปใช้เทคโนโลยี LTPO+ รุ่นใหม่ ที่จัดการพลังงานได้ดีขึ้น และประหยัดแบตเตอรี่มากกว่าเดิม
ส่วนข่าวลือที่เคยบอกว่าจะได้ Face ID ใต้จอ ก็มีข้อมูลล่าสุดยืนยันแล้วว่ายังไม่พร้อมใช้งาน และน่าจะต้องรอต่อไปอีก แต่สิ่งที่จะได้เห็นแน่นอนคือการลดขนาดของ Dynamic Island หรือติ่งหน้าจอให้แคบลงกว่าเดิมถึง 35% โดยความกว้างจะลดลงจาก 20.7 มิลลิเมตร เหลือเพียงประมาณ 13.5 มิลลิเมตรเท่านั้น ทำให้มีพื้นที่ในการใช้งานบนหน้าจอเพิ่มขึ้นอีกหน่อย
อัปเกรดชิปใหม่ A20 Pro ระดับ 2 นาโนเมตร

สำหรับตัวประสิทธิภาพความเร็วแรงก็แน่นอนว่าได้อัปเกรดชิปใหม่อยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ดีกว่าเดิมเยอะหน่อย เพราะชิป A20 Pro จะผลิตบนสถาปัตยกรรมระดับ 2 นาโนเมตรของ TSMC ที่ช่วยเพิ่มความเร็วขึ้นถึง 18% และกินพลังงานลดลงกว่าเดิมถึง 30%
ที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนมาใช้โครงสร้างชิปแบบ WMCM ที่จะรวม RAM เข้าไปวางบนเวเฟอร์เดียวกับ CPU, GPU และ Neural Engine โดยตรง ไม่ต้องต่อผ่านสายสัญญาณแยกแบบเดิม ทำให้การประมวลผลของ Apple Intelligence รวดเร็วมากขึ้น และยังช่วยประหยัดพื้นที่ภายในตัวเครื่องได้อีกเยอะ แต่ความแรงที่ได้มานี้ ก็ต้องแลกกับราคาที่แพงขึ้นจากเดิมเกิน 50% เลยทีเดียว
ใช้ชิปโมเด็ม C2
ส่วนระบบการเชื่อมต่อในรุ่นนี้จะหันมาใช้ชิปโมเด็ม C2 ที่ Apple พัฒนาเอง แทนการใช้ชิปจาก Qualcomm ซึ่งชิปรุ่นใหม่นี้ก็รองรับคลื่น 5G mmWave เรียบร้อยแล้ว และยังเพิ่มฟีเจอร์อย่าง Limit Precise Location ที่เลือกซ่อนตำแหน่งที่ตั้งแบบละติจูด-ลองจิจูดอย่างละเอียดจากค่ายมือถือ ให้เห็นแค่พื้นที่ในระดับย่อย หรือระดับพื้นที่เล็กๆ เท่านั้น
จุดสำคัญอีกอย่างก็คือการรองรับเทคโนโลยีดาวเทียมแบบ 5G (NR-NTN) ที่ไม่ใช่แค่เอาไว้ส่งข้อความขอความช่วยเหลือฉุกเฉินเหมือนรุ่นเก่าๆ แต่พัฒนาไปถึงขั้นใช้เล่นอินเทอร์เน็ต ท่องเว็บ ใช้แอปภายนอก รวมถึงโหลดข้อมูลในแอป Apple Maps และ Photos ผ่านสัญญาณดาวเทียมได้โดยตรงแม้อยู่ในพื้นที่ไร้สัญญาณมือถือ
แบตอึดขึ้น ใช้งานได้ยาวนานกว่าเดิม

อีกอย่างที่อัปเกรดมาได้ตรงใจคนใช้งาน แต่อาจจะทำให้เครื่องดูหนักและหนาขึ้นก็คือเรื่องของแบตเตอรี่ ที่จะเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก แต่ว่าขนาดของแบตจะมีความแตกต่างกันตามพื้นที่วางจำหน่าย
สำหรับรุ่นที่ขายในอเมริกาที่ใช้เฉพาะ eSIM จะมีพื้นที่เหลือพอให้ใส่แบตเตอรี่ความจุสูงถึง 4,288 mAh ในรุ่น Pro เพิ่มจาก 4,252 mAh ในรุ่นก่อนหน้า และความจุ 5,567 mAh ในรุ่น Pro Max ที่เพิ่มจาก 5,088 mAh ในรุ่นก่อนหน้า
ส่วนรุ่นที่วางขายในประเทศที่ยังต้องใช้ถาด SIM อย่างประเทศจีน จะมีความจุอยู่ที่ 4,056 mAh สำหรับรุ่น Pro และ 5,391 mAh สำหรับรุ่น Pro Max ลดลงมาหน่อย แต่ก็ถือว่าเยอะมากแล้ว และน่าจะกลายเป็น iPhone ที่แบตอึดที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยด้วย
กล้องใหม่รูรับแสงปรับได้

นอกจากชิปและแบตที่จะได้อัปเกรดแล้ว ตัวกล้องหลักของ iPhone 18 Pro Max ก็จะอัปเกรดด้วยเหมือนกัน โดยครั้งนี้จะมีรูรับแสงแบบปรับได้ ทำให้เราสามารถกำหนดปริมาณแสงที่เข้าสู่เซ็นเซอร์ได้ตอนถ่าย สามารถปรับระยะชัดลึกชัดตื้น หรือเบลอฉากหลังได้เป็นธรรมชาติมากขึ้นเหมือนใช้กล้องใหญ่ และยังลดปัญหาภาพ Over เวลาถ่ายในสภาพแสงจัดๆ ได้ดีขึ้นด้วย
นอกจากนี้ Apple ยังเปลี่ยนไปใช้เซ็นเซอร์รับภาพแบบ Stacked 3 ชั้นรุ่นใหม่ที่สั่งผลิตจาก Samsung ช่วยให้ถ่ายภาพได้ไวกว่าเดิม ลด Noise และเพิ่มช่วง Dynamic Range ให้กว้างขึ้น รวมถึงการอัปเกรดกล้อง Telephoto ให้มีรูรับแสงกว้างขึ้นเพื่อช่วยการถ่ายภาพในที่มืด และอาจมีการนำชิ้นเลนส์ Teleconverter มาใช้ร่วมกันได้อีกด้วย
ราคาพุ่งสูงขึ้น และวันเปิดตัว
อย่างที่เห็นๆ กันไปแล้วว่าอุปกรณ์ต่างๆ จาก Apple นั้นทยอยขึ้นราคาหมดแทบทุกอย่าง ยกเว้น iPhone ที่ยังไม่ได้ขึ้นราคา และแน่นอนว่าน่าจะมาขึ้นเอาตอน iPhone 18 Pro Series นี่แหละ เพราะต้นทุนที่สูงขึ้นไม่ว่าจะเป็นชิป 2nm, ราคา RAM ในตลาดโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่าสามเท่าเลยทีเดียว
ดังนั้นราคาเครื่องอาจจะปรับขึ้นราวๆ $200 ถึง $300 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ราคาเริ่มต้นของรุ่น Pro อาจขยับไปอยู่ที่ $1,299 หรือประมาณ 42,500 บาทยังไม่รวมภาษี และรุ่น Pro Max อาจเริ่มต้นที่ $1,399 หรือประมาณ 45,700 บาทยังไม่รวมภาษี และถ้ารวมภาษีด้วยก็น่าจะเพิ่มจากราคานี้อีกประมาณ 3,000-4,000 บาท และรุ่นความจุสูงอย่าง 1TB อาจราคาแรงขึ้นไปอีก
ทั้งหมดนี้เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Apple Event ที่คาดว่าจะจัดขึ้นตรงกับวันอังคารที่ 8 หรือวันพุธที่ 9 กันยายนปี 2026 นี้

